Free Web space and hosting from freehomepage.com
Search the Web

 

 

 

 

 

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ๓ หลัก

         เมื่อเราศึกษาในหลักวิชาที่ทรงวางไว้ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว แต่เราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะตรงต่อกฎธรรมดาของสิ่งทั้งปวงที่เป็นอยู่จริงๆ พระพุทธองค์จึงทรงวางระเบียบปฏิบัติประมวลลงในหลัก ๓ คือ ทรงสอนให้ละความชั่วทั้งปวง ทรงสอนให้บำเพ็ญความดีทุกอย่าง และทรงสอนให้ชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

         ระเบียบปฏิบัติที่ทรงประมวลลงใน ๓ หลักนี้ สำหรับให้เราปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่าความชั่วที่เรียกว่าบาปทั้งปวงเป็นสิ่งที่ควรละ เพราะให้ผลเป็นทุกข์แก่ผู้กระทำ แล้วละคือเว้นไม่กระทำความชั่วทั้งปวงนั้นเสีย ความดีที่เรียกว่ากุศลหรือบุญทุกอย่างเป็นสิ่งที่ควรบำเพ็ญ เพราะให้ผลเป็นสุขแก่ผู้กระทำ แล้วบำเพ็ญให้เกิดขึ้นในตนโดยครบถ้วน และจิตใจที่ชำระให้บริสุทธิ์สะอาดแล้วจะต้องหลุดจากความชั่วและความดีพ้นภพชาติเด่นอยู่ในโลก

แนวการสอน ๕ ประการ

         เมื่อพระพุทธองค์ทรงประมวลคำสอนลงใน ๓ หลักนั้นแล้ว ได้ทรงวางแนวการสอนทำให้เข้าถึง ๓ หลักนั้นไว้ ๕ ประการ เรียกว่า อนุปุพพิกถา สำหรับสอนให้ผู้ทำตามเปลี่ยนชีวิตจิตใจของตนให้เลื่อนขั้นดีขึ้นโดยลำดับ คือ

         ๑. ทานกถา พรรณาทานการให้ว่าเป็นคุณให้คนมีอัธยาศัยใจคอกว้างขวาง รู้จักสละทรัพย์สมบัติของตนเพื่อเฉลี่ยความสุขแก่คนอื่น ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เป็นการแสดงจิตเมตตากรุณาแก่คนอื่นตามฐานะ

         ๒. สีลกถา พรรณาถึงการรักษาศีล ให้รู้จักปรับปรุงตนของตนเป็นคนมีกิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย ปราศจากโทษใหญ่น้อยเป็นลำดับแห่งทาน

         ๓. สัคคกถา พรรณาถึงสวรรค์ คือ กามคุณที่น่าใคร่ อันจะพึงได้พึงถึงด้วยกรรมดี คือ ทาน ศีล ให้รู้จักบำเพ็ญกรรมดีนั้นจนจิตอิ่มตัวเป็นลำดับแห่งศีล

         ๔. กามาทีนวกถา พรรณาถึงโทษของกามว่าเป็นของไม่ยั่งยืนและประกอบด้วยความคับแค้น เพื่อให้รู้โทษของกามว่า นามรูปแม้จะได้มาเพราะผลของกรรมดี ให้เกิดความสุขสักเท่าไร แต่เมื่อยังเกาะเกี่ยวอยู่ในกามภพนี้ก็จะได้รับทุกข์อยู่ร่ำไป อันผู้ยังมีภพมีชาติอยู่นั้น ท่านเปรียบเหมือนบุคคลถูกเขานำหอกมาแทงวันละ ๑๐๐ เล่ม ให้ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ถึง ๑๐๐ ปีแล้วตายไป พ้นจากทุกข์ในโลกนี้ ยังดีกว่าผู้มีภพชาติซึ่งต้องตายๆ เกิดๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุดลงได้

         ๕. เนกขัมมานิสัมสกถา พรรณาถึงอานิสงส์แห่งการออกไปจากกาม เพื่อให้รู้จักฟอกจิตให้ออกห่างจากความยินดีในกาม และสละกามอันเป็นพืชพันธุ์ก่อให้เกิดภพชาติไม่มีที่สุด จึงควรจะได้รับฟังคำสอนให้เกิดดวงตาเห็นธรรม เหมือนผ้าที่ขาวสะอาดควรจะรับน้ำย้อม ฉะนั้น

         บรรดาคนที่เกิดมาในกามภพ สำหรับผู้โง่เขลาย่อมยินดีในกามภูมิเพลิดเพลินอยู่ในกามกิเลส ปรารถนาแล้วปรารถนาอีกในกามตัณหา ชอบใจติดอยู่ในกามคุณจนถอนตนไม่ขึ้น เหมือนกบและเต่าที่ยอมจมอยู่ในตมและโคลนตลอดกาล ส่วนผู้มีปัญญาพิจารณาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว กลับเห็นตรงกันข้าม เลิกถอนสละคืนได้ทั้งหมด ไม่ยอมจมอยู่ในโคลนตมเหมือนดอกบัว แม้รากเหง้าจะจมอยู่สู่ในตมก็ไม่เปื้อนด้วยตมและโคลน และชูดอกแย้มกลีบโปรยกลิ่นหอมระรื่นอยู่บนตมและโคลน ดังนั้น จึงขอเชิญท่านผู้มีวิจารณญาณพิจารณาให้เห็นโดยความเป็นธรรมเถิด

         สรุปหลักคำสอนที่ประมวลลงใน ๓ หลักนั้น คือ ทรงสอนให้ละความชั่วทั้งปวง ทรงสอนให้บำเพ็ญความดีทุกอย่าง และทรงสอนให้ชำระใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาด ส่วนแนวการสอนสำหรับให้ผู้ปฏิบัติดำเนินตามนั้นมี ๕ ที่เรียกว่า อนุปุพพิกถา คือ ทานกถา พรรณาถึงการให้ทาน สีลกถา พรรณาถึงการรักษาศีล สัคคกถา พรรณาถึงสวรรค์ กามาทีนวกถา พรรณาถึงโทษของกาม และเนกขัมมานิสังสกถา พรรณาถึงอานิสงส์แห่งการออกไปจากกาม

         จริงอยู่ หลักคำสอนมี ๓ แนว การสอนที่จะให้ถึงหลักคำสอนมี ๕ ไม่เท่ากัน แต่โดยเนื้อความก็กลมกลืนเข้ากันได้ไม่ขาดไม่เกิด คือ แนวการสอน ๓ ข้อเบื้องต้นสอนให้ละความชั่ว ท่ามกลางให้ตั้งอยู่ในความดี เบื้องปลายสอนให้ชำระใจที่เศร้าหมองให้เป็นใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง